วันเสาร์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2555

จำเป็นไหมที่ต้องใช้หัวเทียน เฉพาะสำหรับรถติดแก๊ส


หลายคนเมื่อเปลี่ยนมาใช้แก๊สรถยนต์ทั้งมือเก่า มือใหม่ ขอบอกให้ทราบว่าการบำรุงรักษาหรือการเลือกใช้อุปกรณ์ควรเลือกให้เหมาะสมด้วย เช่น หัวเทียนอุปกรณ์ที่เราไม่เคยให้ความสำคัญเมื่อเวลาใช้รถระบบน้ำมันแบบปกติ เมื่อเปลี่ยนมาใช้ แก๊สรถยนต์ เพื่อการใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธ์ภาพเราจึงควรจัดใช้อย่างเหมาะสม 
              
 หัวเทียน  เป็นอุปกรณ์ชิ้นหนึ่งในการจุดระเบิดของเครื่องยนต์  พื้นฐานการทำงานของหัวเทียนคือการปล่อยกระแสไฟระหว่างขั้วทั้งสองเพื่อให้เกิดประกายไฟ  ค่าพารามิเตอร์พื้นฐานในการใช้งานในห้องเผาไหม้ของกระแสไฟฟ้าสูงสุดและพลังงานในการจ่ายไฟฟ้าระหว่างจุดศูนย์กลางของหัว  Electrode  (แกนกลางของหัวเทียน)  และปลายหัว  Electrode  ต้องเกิดการเหนี่ยวนำกระแสน้อย  เมื่อเกิดกระแสน้อยที่จะทำให้ความต้านทานของ  Electrod  ปานกลางในการเกิดกระแสที่ให้ในการจุดระเบิด  และไม่เปลี่ยนความดันและการเปลี่ยนรูปร่างของหัว  Electrode  หมายถึงจะทำให้หัวเทียนมีอายุการใช้งานที่ยืนยาวขึ้น
                เพื่อให้มั่นใจในการจุดระเบิดของหัวเทียน  เราจึงต้องทราบ  ค่าความร้อนของหัวเทียนและค่าความร้อนในการจุดระเบิดค่าแรกเพื่อจะชี้ถึงค่าความร้อนต่ำสุดของหัวเทียน  ส่วนค่าที่  2  เป็นค่าความร้อนในการเหนี่ยวนำเพื่อการจุดระเบิด  เมื่ออุณหภูมิที่ต้องการทราบเป็นเท่าไรก็จะสามารถทราบถึงแก๊สพิษและเขม่า  (ไฮโดรคาร์บอน)  ได้เท่านั้น
ส่วนใหญ่อุณหภูมิที่ห้องเผาไหม้ของแก๊สจะอยู่สูงประมาณ  850 c  ซึ่งในความเป็นจริงแล้วอุณหภูมิจะมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นลงอย่างรวดเร็วไม่สามารถควบคุมได้  ดังนั้น  การออกแบบหัวเทียน ISKRA  (อิสเคร่า)  จึงออกแบบให้ทนความร้อนและใช้งานได้ดีที่อุณหภูมิ  500 – 850  c  ในการใช้งาน
                ตัวอย่างกราฟของรถ ติดแก๊ส lpg  เป็นเชื้อเพลิง  และใช้หัวเทียนที่ใช้กับน้ำมันเป็นซิล  จะทำให้สูญเสียกำลังของเครื่องยนต์ไปประมาณ  10%  และปัจจัยที่มีผลต่อเครื่องยนต์ก็คือพฤติกรรมในการขับขี่
ทีมผู้ผลิตที่มีชื่อเสียงได้มีการเปลี่ยนแปลงวัสดุที่มาผลิตเครื่องยนต์ใหม่สำหรับรถที่ออกจากโรงงาน  เพื่อให้ใช้ได้กับแก๊ส  LPG  ซึ่งจะประกอบไปด้วยการเปลี่ยนวัสดุที่ใช้ทำหัวเทียน  สายหัวเทียน  ตลอดจนน้ำมันเครื่องสำหรับใช้แก๊ส  LPG
หัวเทียน  ISKRA  (อัสเคร่า)  จึงถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อให้ผู้ประกอบรถจากโรงงานได้ใช้หัวเทียนที่ตรงกับสภาพเครื่องยนต์ที่ใช้แก๊ส  lpg/ngv  โดยอาศัยหลักการผลิตเพื่อให้เป็นหัวเทียนสำหรับรถใช้แก๊สโดยเฉพาะ
                -      แกนกลางผลิตจากโลหะผสมนิกเกิลทองแดง  ถูกออกแบบความสั้นยาวต่างกันเพื่อให้ตรงกับรถแต่ละรุ่น  โดยเลือกค่าความต้านทานให้ตรงกับค่าการใช้งานในรถใช้แก๊ส  LPG/NGV
                -      ฉนวนทำจากอลูมินัม  ทำให้ทนอุณหภูมิความร้อนที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันในในห้องเผาไหม้ของรถใช้แก๊สในระดับ  850 c
                -      ขั้ว  ทำจากอลูมินัมผสมทองแดง  ไม่มีส่วนผสมของเหล็ก  แม่เหล็กไม่สามารถดูดติดได้  ทำให้ไม่เกิดสนิมที่เป็นตัวขัดขวางการจ่ายไฟ  ลดการแบคร์ฟลายได้อย่างดี
                -      gap  ถูกผลิตมาจากเหล็กผสมอลูมิเนียมอัลลอย  และมีระยะห่างจากหัวเทียนเบอร์ปกติอยู่ที่ประมาณ  0.2-0.3  มิลลิเมตร  เป็นการคำนวณเวลาที่ใช้ในการจุดระเบิด  และค่าความต้านทานที่เหมาะสมกับรถใช้แก๊สโดยเฉพาะจากการคัดสรรอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิตและรูปลักษณ์ที่ถูกออกแบบเป็นหัวเทียนที่ใช้กับรถติดแก๊ส lpg โดยเฉพาะ   

สิ่งที่จะได้จากการใช้หัวเทียน  ISKRA  (อัสเคร่า)  กับรถติดแก๊ส  LPG และ ติด NGV  คือ

                1.    การจุดระเบิดด้วยเวลาที่เหมาะสมกับรถใช้แก๊ส  ทำให้สามารถเผาไหม้แก๊สที่เผาไหม้ยากได้ดีขึ้น  ลดความร้อนที่จะไปเผาไหม้ต่อที่หน้าวาวล์ไอเสีย  ส่งผลให้กำลังของเครื่องยนต์ที่หายไปประมาณ  10%  กลับมาดังเดิม
                2.    เครื่องยนต์เดินเรียบขึ้น  เนื่องจากมีการลดระยะห่างของหัวเทียนให้อยู่น่าที่เหมาะสมกับการเผาไหม้เชื้อเพลิงรถใช้แก๊ส  ทำให้ไฟในการจุดระเบิดกระโดดข้ามเขี้ยวหัวเทียนได้เร็วขึ้น  โดยจะมีระยะห่างจากหัวเทียนเบอร์ปกติที่ใช้กันน้ำมันเบ็นซิล  0.2-0.3  มิลลิเมตร
                3.    ทำให้ประหยัดเชื้อเพลิงแก๊สได้ดีขึ้น  เนื่องจากประสิทธิภาพในการจุดระเบิดดีขึ้นช่วยในการเผาไหม้ได้หมดจด  ทำให้ประสิทธิภาพองรถออกมาสมบูรณ์เหมือนตอนที่ใช้น้ำมัน  จึงทำให้เชื้อเพลิงแก๊สน้อยกว่า
                4.    สามารถยึดอายุ  ระบบจุดระเบิด  เช่น  สายหัวเทียน  และคอลย์จุดระเบิดให้มีอายุการใช้งานที่ยาวขึ้น  เนื่องจากมีการคำนวณค่าความต้านทานด้วย  โอมห์ที่ถูกต้องเมื่อหัวเทียนไม่เสียเร็วก่อนกำหนดจึงทำให้อุปกรณ์ที่เป็นระบบจุดระเบิดทำงานได้เต็มประสิทธิภาพไม่สึกหรอ
                5.    ช่วยทำให้สตาร์ทในขณะเครื่องเย็นได้ง่ายขึ้น
                6.    ช่วยให้เครื่องยนต์เกิดความเรียบในการเปลี่ยนเชื้อเพลิง  เนื่องจากมีการคำวณหาค่าเฉลี่ยของความต้านทานของเชื้อเพลิงทั้งสองชนิด
                7.    ทำให้อายุการใช้งานของหัวเทียนยาวนานขึ้น  เนื่องจากถูกออกแบบมาให้ทนกับอุณหภูมิสูงกับเครื่องยนต์ที่ใช้แก๊สโดยเฉพาะประมาณ  30,000  กม.
                8.    ค่ามลพิษไอเสียลดลงส่งผลดีกับสิ่งแวดล้อม
ข้อดี       เหล่านี้มีปัจจัยเกี่ยวข้องกับคุณภาพของเนื้อแก๊ส  การปรับจูน  และระบบของเครื่องยนต์  ระบบจุดระเบิดของรถต้องสมบูรณ์ด้วย  จึงจะได้ประสิทธิภาพสูงสุด
                และที่สำคัญที่สุดคือการเลือกหัวเทียนให้ตรงกับค่าที่ผู้ผลิตกำหนด  เพราะหากเลือกไม่ตรงกับเบอร์ที่ผู้ผลิตแล้วนั้น  นอกจากจะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแล้ว  ยังส่งผลเสียไปยังระบบจุดระเบิดต่าง ๆ และการปรับจูนที่สมบูรณ์จะช่วยให้ประสิทธิภาพการใช้งานยินยาว  และสมควรหมั่นดูแลระบบจุดระเบิดให้สมบูรณ์
ที่สำคัญที่สุดคือการเลือกหัวเทียนให้ตรงกับค่าที่ผู้ผลิตกำหนด  เพราะหากเลือกไม่ตรงกับเบอร์ที่ผู้ผลิตแล้วนั้น  นอกจากจะไม่เก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแล้ว  ยังส่งผลเสียไปยังระบบจุดระเบิดต่าง ๆ และการปรับจูนที่สมบูรณ์จะช่วยให้ประสิทธิภาพการใช้งานยินยาว  และสมควรหมั่นดูแลระบบจุดระเบิดให้สมบูรณ์ด้วย...

วันพฤหัสบดีที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2555

Mitsubishi PajeroSport ป้ายแดงติดแก๊สแล้วเป็นอย่างไร


หลายคนอาจสงสัยว่า รถป้ายแดงควรติดแก๊สเลยไหมหรือรอเก่าก่อนแล้วค่อยติด 
คิดง่ายๆ สาเหตุที่ติดแก๊ส เพราะต้องการประหยัดค่าเชื้อเพลิงใช่ไหม ถ้าใช้ให้ติดเลยเริ่มประหยัดได้เลย 
ส่วนการกลัวว่าการรับประกันจะหมดไป ไม่ต้องกังวลเพราะการติดตั้งยุคนี้ช่างมีความชำนาญมากและอุปกรณ์แก๊สรถยนต์ นำเข้ามาตรฐานสูงมาก  จึงแทบไม่มีการดัดแปลงเลย ขอแสดงตัวอย่างดังนี้
ข้อมูลทางเทคนิค
 รถที่ติดตั้ง  :  Mitsubishi Pajero Sport
 ระบบเชื้อเพลิง  :  ระบบ  BI-FUEL  เบนซิน/LPG
                                  อุปกรณ์แก๊สรถยนต์  :  AC STAG300 premium  ถังโดนัท   ขนาด  73  ลิตร  สามารถเติมแก๊สได้  60  ลิตร  วิ่งได้  420-450  กม.
                จุดเด่น  : การติดตั้งอุปกรณ์แก๊สเป็นบล็อกที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ  ไม่มีการตัดหรือเจาะตัวถังรถ 
                 การยึดแก๊สใช้ยึดกับแชสซีส์รถเดิม
                การติดตั้งรงหัวฉีดไว้ในไอดี  ทำให้สายมีระยะสั้นที่สุด  มีประสิทธิภาพการจ่ายแก๊สดีที่สุด  ถังโดนัทตกแต่งด้วยอะไหล่แบบน็อตดาวน์  ติดตั้งใต้ท้องรถ  สามารถติดตั้งแก๊สได้รวดเร็วทันกับความต้องการ
อัตราสิ้นเปลือง  :  1.50-1.60  บาท/กม.

วันศุกร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2555

รถนำเข้า อย่างหรูติดแก๊สได้ไหม

 รถนำเข้าหรู E200 ใช้ก๊าซNGV  แต่วิ่งดีเต็มกำลัง ตังอยู่ครบ
            วันนี้เรามาทดสอบกัน เมอร์เซเดส-เบนซ์ E200 NGT ใหม่ แต่เครื่องยนต์ยังคงบล็อกเดิม 1.8 ลิตร+ซูเปอร์ชาร์จ กำลัง 163 แรงม้า เกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด >> ใช้น้ำมันวิ่งได้ 978+กิโลเมตร>> ใช้ติด NGV วิ่งได้ 180+ กิโลเมตร >> วิ่งได้อย่างสบาย แตะ 190 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พร้อมข้อมูลในเรือนไมล์มีมากกว่าเดิม  อะไรคือเหตุผลที่ทำให้เศรษฐีใหม่ เลือกใช้รถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ E200 ENGT (NGT : Natural Gas Technology) ทั้งรุ่นก่อนโฉมใหม่ และบอดี้ใหม่
            ไม่ใช่ว่าคนกลุ่มนี้ไม่มีเงิน แต่จากประสบการณ์ผู้ชายหนึ่งคนที่เป็นทั้งผู้นำครอบครัว ต้องผ่อนบ้านราคา 5-6.5 ล้านบาท ลูกสาวคนโตก็จะต้องร่ำเรียนหนังสือ และไปเรียนต่อต่างประเทศ ส่วนลูกชายคนเล็กก็ต้องใช้เงินในด้านการศึกษา รวมถึงภรรยาก็ต้องดูแลเธอ
            ในแง่ของผู้ชายคนหนึ่งที่รักครอบครัว  และมีภรรยาเดียวไม่ได้นำเงินที่หามาได้จากการทำธุรกิจด้านรถยนต์ ไปเลี้ยงหญิงอื่นอีก 1-5 คน
            ผมชื่นชมผู้ชายแบบนี้ แม้ผมจะรู้จักเด็กผู้หญิงคนนี้ก็ตามรถยนต์หรูหนึ่งคันที่เป็นหลักประกันสำหรับครอบครัว และเป็นทั้งรถยนต์ใช้สำหรับการทำงานหรือสามารถต่อรองทางด้านธุรกิจได้
            ผมเชื่อว่า คนกลุ่มนี้ที่หลงใหลรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ก็ยังมีที่ยังไม่เข้าใจเครื่องยนต์ดีเซล CDI ยุคใหม่ของเบนซ์ แม้จะดีเลิศ ประหยัดน้ำมันก็ตาม  แม้กลุ่มที่ชอบเครื่องยนต์เบนซิน ก็ยังเป็นฐานใหญ่ แต่สำหรับรถยนต์หรูที่ใช้เชื้อเพลิงได้ 2 ระบบ ทั้งเชื้อเพลิงแก๊สโซฮอล์ 95 และใช้ก๊าซ NGV อย่างน้อยขับขี่ใช้งานก็ยังเซฟเงิน พอที่จะเหลือไว้ใช้สำหรับพาครอบครัวข้ามนาวาใหญ่ ในชีวิตนี้ไปให้ได้
            ผมเองมีโอกาสได้ขับขี่ทดสอบรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ทั้งเบนซินยุคใหม่และดีเซล CDI แต่ทั้งสองเครื่องยนต์ก็มีข้อดีที่แตกต่างกัน
            แม้เครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.8 ลิตร เทอร์โบ จะทำให้รถยต์ของเบนซ์ในหลายรุ่นมีสมรรถนะที่สูงขึ้น  แต่เป้าหมายคือ เรื่องประหยัดพลังงานและการปล่อยไอเสียให้น้อยลง ในประเทศแถบยุโรป
            แต่สำหรับรถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงได้ 2 ระบบก็เป็นอีกกลุ่มนี้ แต่สำหรับที่เมืองไทย พัฒนาต่อมาที่ อี-คลาส บอดี้ใหม่ แม้รุ่นก่อนจะเห็นถึงการขับขี่พอจะรับรู้ได้ถึงภาระด้านท้ายที่ต้องแบกรับน้ำหนักถังก๊าซ
            แต่สำหรับรุ่นใหม่ ทำให้ผู้ขับขี่ไม่ต้องไปพะวงกับเรื่องของการรับน้ำหนักด้านท้าย เพราะโครงสร้างด้านหลังรถคันนี้ ใช้สเปคเดียวกับอี-คลาส  ที่เป็นสเตชั่นแวกอน เพราะจะต้องแบกรับน้ำหนักของถังที่วางที่พื้นตรงตรายางอะไหล่ 2 ถัง อีกถังวางด้นหลังเบาะนั่ง  โดยออกแบบวางแผนให้ปิดไว้มิดชิด ไม่ให้แกะดูได้ง่าย  ส่วนยางอะไหลก็จะถูกแทนด้วยชุดปะยางและปั๊มเติมลมจากโรงงาน ทำให้ห้องสัมภาระด้านท้ายที่จะได้มากถึง 540 ลิตร เล็กลงเหลือ 400 ลิตร ไม่แคบและไม่กว้างเกินไป ส่วนที่ลึกสำหรับวางของด้านในหลังเบาะนั้นหายไป
            E200 NGT รุ่นก่อน ไม่ได้ใจผมไปเลยแม้แต่น้อย แต่กลับหลงใหล E220 CDI กำลัง 170 แรงม้า กับ 400 นิวตัน-เมตร ถ้าคุณขับขี่อย่างสุดขีด และสุดความสามารถของคุณ
            แต่สำหรับ E220 NGT เสน่ห์ของรถคันนี้ แม้จะเป็นเชื้อเพลิง 2 ระบบ  แต่ก็ยังคงตกแต่งแบบเดียวกับรุ่น E200 กำลัง 184 แรงม้า จาก 1.8 ลิตรเทอร์โบ
            แม้จะเป็นเครื่องยนต์บล็อกเดิม แต่ทางกายภาพและเทคโนโลยี BlueEFFICIENCY ทำให้รถคันนี้ ยังคงวิ่งได้ดียิ่งขึ้น ด้วยรูปโฉมที่เพรียวลมยิ่งขึ้น มุมหน้ารถต่ำ เวลาวิ่ง มุดอากาศได้ดี
            ยางขนาด 245/45 R17 ของมิชลิน มีส่วนช่วยให้รถวิ่งได้เหมือนกัน แต่ถ้าคุณไม่เคยสัมผัสหรือทำหน้าที่ขับขี่ทดสอบ เมอร์เซเดส-เบนซ์ รุ่นนี้มาหลากหลาย ก็จะไม่ได้เห็นถึงความแตกต่าง แต่ขับแล้วทำให้เห็นถึงการรองรับน้ำหนักด้านหลัง ถูกออกแบบไว้ให้รับน้ำหนักได้มาก ด้วยสปริงวงใหญ่ แม้เราจะบรรทุกเพิ่มอย่างมาก
            ทรงของรถก็ยังคงเป็นทรงเดิม ส่วนหน้าต่ำมุดอากาศ ได้ดี แต่ที่น่าประหลาดใจ การเลือกใช้แก๊ส NGV เป็นเชื้อเพลิง ยังคงให้สมรรถนะที่ดี แม้จะวิ่งไปให้ความเร็วสูงแตะ 190 กิโลเมตร ต่อชั่วโมงก็ตาม
            ในแง่ของการใช้งานจริง ก็ยังให้ความประหยัดด้านค่าเชื้อเพลิงที่เป็นกิโลเมตรต่อบาท และสมรรถนะในการขับขี่ใช้งานจริงในเมือง ไม่ได้ด้อยกว่า E200 มากนัก บรรยากาศการตกแต่ง ภายในยังคงหรูหรา ระบบเบรกเชื่อถือได้สูง ยึดเกาะถนนดี นั่งขับขี่และเดินทางได้นุ่มนวล และสนุกยิ่งขึ้นก็ตรงที่ผุ้ขับขี่สามารถเลือกดูข้อมูลการขับขี่ในอนนบอร์ดคอมพิวเตอร์ในเรือนไมล์ ได้เยอะขึ้นกว่ารุ่นก่อน
            คุณอาจจะไม่ชอบ E200 NGT ที่ใช้ก๊าซ CNG ได้ แต่ก็มีคนที่ชื่นชอบอี-คลาส เลือกใช้รถยนต์รุ่นนี้ เพราะคนรักรถยนต์ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ในเมืองไทย มีอยู่ไม่ใช่น้อย และยิ่งคุณประสบความสำเร็จ อย่างน้อยก็ยังมีเงินเหลือจากค่าเชื้อเพลิงพอที่จะให้ลูกสาวและภรรยาได้จับจ่ายใช้สอยและช้อปปิ้งได้ด้วยไม่ใช่หรือครับ ใช้เงิน 205 บาท วิ่งใช้งานได้ระยะทาง 181 กิโลเมตร หรือเกิน 200 กิโลเมตร ถ้าคุณขับขี่เอง กิโลเมตรละ 1 บาท หรือไม่ถึงบาทด้วย หรือคุณจะจ่ายกิโลเมตรละ 4.00 บาท
            ลืมบอกไป E200 NGT คันนี้ ผลิตจากโรงงานนะครับ  ใช้ก๊าซ CNG ได้ก็จริงตามาตรฐาน และวิ่งด้วยอัตราเร่งที่สมบูรณ์แบบ ทั้งสองระบบเชื้อเพลิง

ขับขี่ใช้งาน เกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด (E200 NGT กำลัง 163 แรงม้า)
-          ความเร็ว 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ที่ 1,500 รอบต่อนาที
-          ความเร็ว 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ที่ 1,700 รอบต่อนาที  - ความเร็ว 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ที่ 1,900 รอบต่อนาที – ความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงที่ 2,150-2,200 รอบต่อนาที – ความเร็ว 110 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ที่ 2,400 รอบต่อนาที  - ความเร็ว 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ที่ 2,650 รอบต่อนาที  - แล่นความเร็วสูงแตะ 190+ กิโลเมตรต่อชั่วโมง  ได้อย่างสบายด้วยการเลือกโหมด CNG  - เติมน้ำมันเต็มถังแล่นได้ระยะทาง 978 กิโลเมตร  เติมก๊าซ CNG เติม 3 ถัง ครั้งแรกบอกวิ่งได้ระยะทาง 317  กิโลเมตร  ครั้งที่ 2  บอก 310 และ 311 ครั้งที่ 3 – เติม ก๊าซ CNG เต็ม 19,584 กิโลกรัม ราคา 10.50 บาทต่อกิโลกรัม เป็นเงิน 205.63  บาท – วิ่งความเร็ว 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง  อัตราสิ้นเปลืองก๊าซ CNG 6.5-6.7 กิโลกรัม ต่อ 100 กิโลเมตร  - ล้อยางเติมตามสเปคสำหรับ 3 คน มีสัมภาระ 38/41 Psi สำหรับล้อ 18 นิ้ว กับ 17 นิ้ว  - แก๊ส NGV เต็มถังครั้งแรกวิ่งในเมือง+นอกเมือง+สตาร์ทติดเครื่องยนต์ ได้ระยะทาง 181.6 กิโลเมตร ครั้งที่ 2 วิ่งได้ 147.4 กิโลเมตร (ขับขี่ด้วยความเร็ว 90-120 กิโลเมตร ประหยัดดแค่ไหนลองคิดดู
-          แล้วอย่างงี้ จะคิดว่ารถนำเข้า แพงทุกคันได้อย่างไร