วันนี้เรามาทดสอบกัน เมอร์เซเดส-เบนซ์ E200 NGT ใหม่ แต่เครื่องยนต์ยังคงบล็อกเดิม 1.8 ลิตร+ซูเปอร์ชาร์จ กำลัง 163 แรงม้า เกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด >> ใช้น้ำมันวิ่งได้ 978+กิโลเมตร>> ใช้ติด NGV วิ่งได้ 180+ กิโลเมตร >> วิ่งได้อย่างสบาย แตะ 190 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พร้อมข้อมูลในเรือนไมล์มีมากกว่าเดิม อะไรคือเหตุผลที่ทำให้เศรษฐีใหม่ เลือกใช้รถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ E200 ENGT (NGT : Natural Gas Technology) ทั้งรุ่นก่อนโฉมใหม่ และบอดี้ใหม่
ไม่ใช่ว่าคนกลุ่มนี้ไม่มีเงิน แต่จากประสบการณ์ผู้ชายหนึ่งคนที่เป็นทั้งผู้นำครอบครัว ต้องผ่อนบ้านราคา 5-6.5 ล้านบาท ลูกสาวคนโตก็จะต้องร่ำเรียนหนังสือ และไปเรียนต่อต่างประเทศ ส่วนลูกชายคนเล็กก็ต้องใช้เงินในด้านการศึกษา รวมถึงภรรยาก็ต้องดูแลเธอ
ในแง่ของผู้ชายคนหนึ่งที่รักครอบครัว และมีภรรยาเดียวไม่ได้นำเงินที่หามาได้จากการทำธุรกิจด้านรถยนต์ ไปเลี้ยงหญิงอื่นอีก 1-5 คน
ผมชื่นชมผู้ชายแบบนี้ แม้ผมจะรู้จักเด็กผู้หญิงคนนี้ก็ตามรถยนต์หรูหนึ่งคันที่เป็นหลักประกันสำหรับครอบครัว และเป็นทั้งรถยนต์ใช้สำหรับการทำงานหรือสามารถต่อรองทางด้านธุรกิจได้
ผมเชื่อว่า คนกลุ่มนี้ที่หลงใหลรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ก็ยังมีที่ยังไม่เข้าใจเครื่องยนต์ดีเซล CDI ยุคใหม่ของเบนซ์ แม้จะดีเลิศ ประหยัดน้ำมันก็ตาม แม้กลุ่มที่ชอบเครื่องยนต์เบนซิน ก็ยังเป็นฐานใหญ่ แต่สำหรับรถยนต์หรูที่ใช้เชื้อเพลิงได้ 2 ระบบ ทั้งเชื้อเพลิงแก๊สโซฮอล์ 95 และใช้ก๊าซ NGV อย่างน้อยขับขี่ใช้งานก็ยังเซฟเงิน พอที่จะเหลือไว้ใช้สำหรับพาครอบครัวข้ามนาวาใหญ่ ในชีวิตนี้ไปให้ได้
ผมเองมีโอกาสได้ขับขี่ทดสอบรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ทั้งเบนซินยุคใหม่และดีเซล CDI แต่ทั้งสองเครื่องยนต์ก็มีข้อดีที่แตกต่างกัน
แม้เครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.8 ลิตร เทอร์โบ จะทำให้รถยต์ของเบนซ์ในหลายรุ่นมีสมรรถนะที่สูงขึ้น แต่เป้าหมายคือ เรื่องประหยัดพลังงานและการปล่อยไอเสียให้น้อยลง ในประเทศแถบยุโรป
แต่สำหรับรถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงได้ 2 ระบบก็เป็นอีกกลุ่มนี้ แต่สำหรับที่เมืองไทย พัฒนาต่อมาที่ อี-คลาส บอดี้ใหม่ แม้รุ่นก่อนจะเห็นถึงการขับขี่พอจะรับรู้ได้ถึงภาระด้านท้ายที่ต้องแบกรับน้ำหนักถังก๊าซ
แต่สำหรับรุ่นใหม่ ทำให้ผู้ขับขี่ไม่ต้องไปพะวงกับเรื่องของการรับน้ำหนักด้านท้าย เพราะโครงสร้างด้านหลังรถคันนี้ ใช้สเปคเดียวกับอี-คลาส ที่เป็นสเตชั่นแวกอน เพราะจะต้องแบกรับน้ำหนักของถังที่วางที่พื้นตรงตรายางอะไหล่ 2 ถัง อีกถังวางด้นหลังเบาะนั่ง โดยออกแบบวางแผนให้ปิดไว้มิดชิด ไม่ให้แกะดูได้ง่าย ส่วนยางอะไหลก็จะถูกแทนด้วยชุดปะยางและปั๊มเติมลมจากโรงงาน ทำให้ห้องสัมภาระด้านท้ายที่จะได้มากถึง 540 ลิตร เล็กลงเหลือ 400 ลิตร ไม่แคบและไม่กว้างเกินไป ส่วนที่ลึกสำหรับวางของด้านในหลังเบาะนั้นหายไป
E200 NGT รุ่นก่อน ไม่ได้ใจผมไปเลยแม้แต่น้อย แต่กลับหลงใหล E220 CDI กำลัง 170 แรงม้า กับ 400 นิวตัน-เมตร ถ้าคุณขับขี่อย่างสุดขีด และสุดความสามารถของคุณ
แต่สำหรับ E220 NGT เสน่ห์ของรถคันนี้ แม้จะเป็นเชื้อเพลิง 2 ระบบ แต่ก็ยังคงตกแต่งแบบเดียวกับรุ่น E200 กำลัง 184 แรงม้า จาก 1.8 ลิตรเทอร์โบ
แม้จะเป็นเครื่องยนต์บล็อกเดิม แต่ทางกายภาพและเทคโนโลยี BlueEFFICIENCY ทำให้รถคันนี้ ยังคงวิ่งได้ดียิ่งขึ้น ด้วยรูปโฉมที่เพรียวลมยิ่งขึ้น มุมหน้ารถต่ำ เวลาวิ่ง มุดอากาศได้ดี
ยางขนาด 245/45 R17 ของมิชลิน มีส่วนช่วยให้รถวิ่งได้เหมือนกัน แต่ถ้าคุณไม่เคยสัมผัสหรือทำหน้าที่ขับขี่ทดสอบ เมอร์เซเดส-เบนซ์ รุ่นนี้มาหลากหลาย ก็จะไม่ได้เห็นถึงความแตกต่าง แต่ขับแล้วทำให้เห็นถึงการรองรับน้ำหนักด้านหลัง ถูกออกแบบไว้ให้รับน้ำหนักได้มาก ด้วยสปริงวงใหญ่ แม้เราจะบรรทุกเพิ่มอย่างมาก
ทรงของรถก็ยังคงเป็นทรงเดิม ส่วนหน้าต่ำมุดอากาศ ได้ดี แต่ที่น่าประหลาดใจ การเลือกใช้แก๊ส NGV เป็นเชื้อเพลิง ยังคงให้สมรรถนะที่ดี แม้จะวิ่งไปให้ความเร็วสูงแตะ 190 กิโลเมตร ต่อชั่วโมงก็ตาม
ในแง่ของการใช้งานจริง ก็ยังให้ความประหยัดด้านค่าเชื้อเพลิงที่เป็นกิโลเมตรต่อบาท และสมรรถนะในการขับขี่ใช้งานจริงในเมือง ไม่ได้ด้อยกว่า E200 มากนัก บรรยากาศการตกแต่ง ภายในยังคงหรูหรา ระบบเบรกเชื่อถือได้สูง ยึดเกาะถนนดี นั่งขับขี่และเดินทางได้นุ่มนวล และสนุกยิ่งขึ้นก็ตรงที่ผุ้ขับขี่สามารถเลือกดูข้อมูลการขับขี่ในอนนบอร์ดคอมพิวเตอร์ในเรือนไมล์ ได้เยอะขึ้นกว่ารุ่นก่อน
คุณอาจจะไม่ชอบ E200 NGT ที่ใช้ก๊าซ CNG ได้ แต่ก็มีคนที่ชื่นชอบอี-คลาส เลือกใช้รถยนต์รุ่นนี้ เพราะคนรักรถยนต์ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ในเมืองไทย มีอยู่ไม่ใช่น้อย และยิ่งคุณประสบความสำเร็จ อย่างน้อยก็ยังมีเงินเหลือจากค่าเชื้อเพลิงพอที่จะให้ลูกสาวและภรรยาได้จับจ่ายใช้สอยและช้อปปิ้งได้ด้วยไม่ใช่หรือครับ ใช้เงิน 205 บาท วิ่งใช้งานได้ระยะทาง 181 กิโลเมตร หรือเกิน 200 กิโลเมตร ถ้าคุณขับขี่เอง กิโลเมตรละ 1 บาท หรือไม่ถึงบาทด้วย หรือคุณจะจ่ายกิโลเมตรละ 4.00 บาท
ลืมบอกไป E200 NGT คันนี้ ผลิตจากโรงงานนะครับ ใช้ก๊าซ CNG ได้ก็จริงตามาตรฐาน และวิ่งด้วยอัตราเร่งที่สมบูรณ์แบบ ทั้งสองระบบเชื้อเพลิง
ขับขี่ใช้งาน เกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด (E200 NGT กำลัง 163 แรงม้า)
- ความเร็ว 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ที่ 1,500 รอบต่อนาที
- ความเร็ว 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ที่ 1,700 รอบต่อนาที - ความเร็ว 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ที่ 1,900 รอบต่อนาที – ความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงที่ 2,150-2,200 รอบต่อนาที – ความเร็ว 110 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ที่ 2,400 รอบต่อนาที - ความเร็ว 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ที่ 2,650 รอบต่อนาที - แล่นความเร็วสูงแตะ 190+ กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้อย่างสบายด้วยการเลือกโหมด CNG - เติมน้ำมันเต็มถังแล่นได้ระยะทาง 978 กิโลเมตร เติมก๊าซ CNG เติม 3 ถัง ครั้งแรกบอกวิ่งได้ระยะทาง 317 กิโลเมตร ครั้งที่ 2 บอก 310 และ 311 ครั้งที่ 3 – เติม ก๊าซ CNG เต็ม 19,584 กิโลกรัม ราคา 10.50 บาทต่อกิโลกรัม เป็นเงิน 205.63 บาท – วิ่งความเร็ว 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อัตราสิ้นเปลืองก๊าซ CNG 6.5-6.7 กิโลกรัม ต่อ 100 กิโลเมตร - ล้อยางเติมตามสเปคสำหรับ 3 คน มีสัมภาระ 38/41 Psi สำหรับล้อ 18 นิ้ว กับ 17 นิ้ว - แก๊ส NGV เต็มถังครั้งแรกวิ่งในเมือง+นอกเมือง+สตาร์ทติดเครื่องยนต์ ได้ระยะทาง 181.6 กิโลเมตร ครั้งที่ 2 วิ่งได้ 147.4 กิโลเมตร (ขับขี่ด้วยความเร็ว 90-120 กิโลเมตร ประหยัดดแค่ไหนลองคิดดู
- แล้วอย่างงี้ จะคิดว่ารถนำเข้า แพงทุกคันได้อย่างไร
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น
หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น